Labels

ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซวยจากโรคภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซวยจากโรคภัย แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ทานเห็ดนางรม-นางฟ้า รักษาโรคกระเพราะ แก้หวัด

เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน



 เจริญเติบโตเป็นช่อ ๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำ และเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ

ที่มา : คัดลอกจากบทความเรื่อง ประโยชน์ทางยาของ ‘‘เห็ด 8 ชนิด’’ นสพ. บางกอกทูเดย์
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

สมุนไพรไทยแก้ไข้หวัด

   ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลายคนจึงเกิดอาการฟืด ฟาดเป็นหวัดคัดจมูกกันงอมแงม ถึงแม้ว่า "หวัด" จะเป็นโรคพื้นๆ ที่เป็นกัน ได้บ่อยๆ  และอาจไม่ก่อให้เกิดพิษร้างแรงแก่ร่างกาย แต่รู้ไหมไม่มียาที่ รักษาหวัดได้ ไอ้เจ้าเม็ดที่คุณกรอกตามใบสั่งแพทย์นั่นน่ะ แค่ยับยั้งอากร เท่านั้นเอง

หวัดเป็นเอง ก็หายเอง

กุยช่าย...ผัก (ไม้) กวาดล้างโรคท้องผูก

สรรพคุณ    แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ   ขับลม และแก้ท้องผูก ใช้ใบสดตำคั้นน้ำดื่
                หรือผัดรับประทาน  เพราะมีใยอาหารมากช่วยกระตุ้นลำไส้บีบตัวได้ดี



     กุยช่าย หรือ ผักไม้กวาด หรือที่ชาวอีสานรู้จักกันดีในชื่อว่า ผักแป้น นิยม รับประทานสดๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย หรือผัดผักกินกับข้าวสวย นอกจากนี้ยังนำ มาทำเป็นขนมกุยช่ายก็อร่อยแต่คุณทราบหรือไม่ว่าผักกุยช่ายยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกมากมาย เริ่มตั้งแต่
วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

แนะกินว่านหางจระเข้ป้องกันนิ่วในไตได้

ว่านหางจระเข้(1)มีสารซิเต รต/สารทาร์เตรตถ้ากินสดๆช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วว่านห่างจระเข้(2)ยับยั้ง นิ่วไม่ให้โตขึ้นและป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำได้

แนะ ต้องกินสดๆ จึงจะได้ผล

รศ.นพ.สุขชาติ เกิดผล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผย ว่า คณะวิจัย มข.ได้ทำการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับสารซิเตรตและสารทาร์เตรต ใน ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีผลในการช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วในไต

โดยจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบในปัสสาวะในเด็ก ด้วยการให้เด็กที่เป็นอาสาสมัคร รับประทานว่างหางจระเข้สด ครั้งละ 100 กรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน และเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ ผลการวิจัยพบว่า ว่านหางจระเข้มีสารที่มีศักยภาพในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตในเด็กได้เป็น อย่างดี และเมื่อขยายผลการศึกษาในผู้ใหญ่ ก็พบว่าได้ผลดีในการป้องกันการเกิดนิ่วในไตเช่นกัน

นอกจากว่านหางจระเข้จะช่วยยับยั้งการเกิดนิ่วแล้ว ยังช่วยยับยั้งนิ่วให้ไม่โตขึ้น และป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำได้
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

วิตามินธรรมชาติลดอาการเจ็บคอ


โดย ทั่วไป อาการเจ็บคอ (sore throat) อาจเกิดจากอาการของโรคภูมิแพ้ อาการ ทอนซิลอักเสบ การสัมผัสกับอากาศแห้งจัด รวมทั้งการสูดควันพิษ ซึ่งภายในลำคอ จะเป็นสีแดงเรื่อ ทำให้รู้สึกระคายเคือง หรือสากคอ นอกจากนี้ อาการเจ็บคอ อาจทำให้ลำคออักเสบ โดยเริ่มจากด้านหลังของปาก ไปจนถึงหลอดอาหาร และอาจเป็น อาการแสดงเริ่มแรกของไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการ สัมผัสเชื้อโรคโดยตรง ทั้งเสมหะ และน้ำลาย ซึ่งอาการเจ็บคอที่พบส่วนใหญ่มี สาเหตุดังนี้


• การติดเชื้อไวรัส คือ สาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บคอมากที่สุด โดยปกติถ้าร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้ ก็จะหายเป็นหวัดเองภายในหนึ่งสัปดาห์ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และน้ำมูกไหล นอกจากนี้ อาการเจ็บคออาจเกิดจากโรคปอดบวม จากเชื้อไวรัส หรือ โมโนนิวคลีโอซิส
• การติดเชื้อแบคทีเรีย พบน้อยกว่าการติดเชื้อไวรัส แต่อาการอาจรุนแรงกว่ามาก ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 2-7 วัน โดยเฉพาะในช่วงอายุ 5-25 ปี จะติดเชื้อกันง่าย ทั้งทางน้ำมูก และเสมหะ นอกจากนี้ ยังติดต่อทางอาหาร นม และน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส ซึ่งถ้าไม่รักษาให้ทันท่วงที เชื้อโรคอาจลุกลามไปทำลายหัวใจและไตอย่างถาวร

บางคนที่มีอาการเจ็บคอ จนฝากล่องเสียงอักเสบ ช่องคอจะบวมมาก จนปิดทางเดินหายใจควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อสเตร็ปโทรต และเมื่อมีอาการติดเชื้อซ้ำบ่อยๆ จนเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ เป็นไข้รูมาติกได้
ปรับตัวเพื่อลดเจ็บคอ



1. ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า น้ำจะช่วยให้เสมหะเหนียวน้อยลง และขับออกง่ายขึ้น

2. ปรับสภาพอากาศให้ชื้นขึ้นเล็กน้อย เช่น หาอ่างใส่น้ำมาวางบริเวณที่ร้อน หรือปลูกต้นไม้ในบ้าน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศที่แห้ง จะช่วยให้เยื่อเมือกในช่องคอไม่แห้ง (เมื่อช่องคอแห้ง จะทำให้ระคายคอ และนอนไม่หลับ)

3. หลีกเลี่ยงควันและมลพิษต่างๆ งดสูบบุหรี่ รวมทั้งสารระเหยจากน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน หรือสีทาบ้าน เพราะจะยิ่งทำให้เจ็บคอมากขึ้น

4. หลีกเลี่ยงอาหารก่อพิษ เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารที่มีน้ำตาลสูงจำพวกเค้ก ขนมหวาน เพราะจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบ และโรคติดเชื้ออื่นๆ อันเป็นสาเหตุของการเจ็บคอ

5. ใช้เสียงให้น้อยลง เมื่ออาการเจ็บคอลุกลาม จนทำให้กล่องเสียงอักเสบ จนทำให้ระคายคอมากเวลาพูด หรือเสียงหายไปชั่วขณะ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และให้ความอบอุ่นกับร่างกายเยอะๆ


วิตามินธรรมชาติแก้อาการเจ็บคอ

1. เบต้าแคโรทีน มีมากในแครอท ฟักทอง ตำลึง แค กระเพา ขี้เหล็ก ผักเซียงดา ยอดฟักขาว ผักติ้ว และผักแต้ว เมื่อสารเบต้าแคโรทีนเข้าสู่ร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยทำให้เนื้อเยื่อของเมือกบุในลำคอ และทางเดินหายใจที่ต้องผลิตน้ำย่อยบ่อยๆ มีความแข็งแรง

2. วิตามินดี จากปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด ปลาซาบะ ปลาซาดีน ปลาแซลมอน และปลาทะเล เพราะวิตามินดีจากไขมันปลา จะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในลำคอ

3. วิตามินอี มีมากในผลอะโวคา โด และอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ที่ถูกเชื้อโรคทำลายให้แข็งแรง

4. วิตามินบี โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของ เชื้ออะซิโดฟิลัส (acidophilus) เช่น โยเกิร์ต เพราะจะช่วยทดแทนแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินบีบางชนิด ที่ถูกยาปฏิชีวนะทำลายไป


ยาแก้เจ็บคอจากก้นครัว

• เกลือ เกลือที่เราใช้ปรุงอาหารเป็นยาแก้เจ็บคอได้เป็นอย่างดี โดยผสมเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 1 แก้ว ใช้อมกลั้วคอ หรือทำเป็นน้ำยาบ้วนปาก วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้

• น้ำอุ่น ผสมน้ำอุ่น 1 แก้วกับน้ำมะนาว หรือน้ำส้มไซเดอร์แอปเปิ้ล 1 ช้อนชา ใช้กลั้วคอ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนผสมดังกล่าวมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส


ผลไม้รสเปรี้ยวบรรเทาเจ็บคอ

อย่ามองข้ามผลไม้รสเปรี้ยวนะคะ เพราะกรดซีตริก (citric) ในรสเปรี้ยวมีสรรพคุณช่วยลดอาการเจ็บคอได้ดี และวิตามินซีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และช่วยลดระยะเวลาในการเป็นหวัดให้สั้นลง ซึ่งผลไม้รสเปรี้ยวทีเราแนะนำมีดังนี้

• มะขามป้อม ใช้เนื้อผลแก่สดประมาณ 2-3 ผล โขลกพอแหลก แทรกเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยววันละ 3-4 ครั้ง วิตามินซี และรสเปรี้ยวอมฝาดในมะขามป้อม จะช่วยแก้หวัด ทำให้คอชุ่มชื่น แก้อาการคอแห้ง และแก้อาการเจ็บคอ

• มะนาว ใช้ผลสดคั้นเอาแต่น้ำ แทรกเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรือ ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบใส่น้ำอุ่นครึ่งแก้ว แล้วผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา วิตามินซี และรสเปรี้ยวของมะนาวจะช่วยขับน้ำลาย ลดอาการระคายเคืองที่เยื่อบุผิวภายในลำคอ ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณบรรเทาอาการเจ็บคอ

• มะขาม ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก จิ้มเกลือกินพอสมควร หรือจะคั้นเป็นน้ำมะขามแทรกเกลือเล็กน้อย และใช้จิบบ่อยๆ ก็ได้ เนื้อฝักแก่ รสเปรี้ยว ช่วยขับเสมหะ ทำให้คอชุ่มชื่น และแก้อาการเจ็บคอ

• น้ำส้ม นำผลส้มประมาณ 3 ผล ล้างให้สะอาด คั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/2 ช้อนชา จิบบ่อยๆเมื่อมีอาการ รสเปรี้ยวของส้มมีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ

• เสาวรส นำเสาวรสสุกประมาณ 2-3 ผล ล้างให้สะอาด ผ่าครึ่ง ใช้ช้อนตักเมล็ดและส่วนที่เป็นน้ำสีส้มออกจากเนื้อผล คั้นกรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบาง เพื่อแยกเอาเมล็ดและเส้นใยออก เติมน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ชิมรสตามใจชอบ จิบเมื่อมีอาการ รสเปรี้ยวของเสาวรสมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ


บำบัดด้วยน้ำมันหอม

ใช้น้ำมันกลิ่นยูคาลิปตัส เจอราเนียม ลาเวนเดอร์ และเสจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทาบริเวณผิวหนัง ตั้งแต่ใต้คางไปสุดลำคอ หรือสูดดมไอระเหย โดยการหยดลงไปในเครื่องทำไอน้ำ หรืออ่างอาบน้ำ จะช่วยลดอาการเจ็บคอได้

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 193

แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

http://www.yourhealthyguide.com/article/an-vitamin-sorethroat.html
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

สมุนไพรรักษาสิว

หอมแดง(1)ช่วยแก้ปัญหาสิว จุดด่างดำบนใบหน้าได้ เพียงแค่นำมาทุบหรือฝาน
หอมแดง(2)เป็นแผ่นบางๆทาบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้10นาที จากนั้นจึงล้างออก

สมุนไพร สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายแบบไม่ว่าจะกิน ยารักษาโรคหรือแม้แต่นำมาเป็น เครื่องประทินผิว แต่ผู้คนในสมัยนี้นิยมหาของที่ง่ายใกล้มือกันมากกว่า จึง อยากให้ลองหันมาใช้สมุนไพรกัน ได้แก่


- หอมเล็ก โดยนำมาทุบหรือฝานเป็นแว่นบางๆ แล้วทาบริเวณที่เป็นสิวหรือจุดด่างดำ และทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงล้างออก

- กล้วยหอม 1 ผลปั่นกับน้ำผึ้ง 1 ถ้วย พอกหน้าไว้ 15-20 นาทีแล้วล้างออก

- น้ำมะนาว 1 ช้อนชากับไข่ขาว 1 ช้อนชา ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน แต้มที่ตุ่มสิวทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้ว ล้างออก



เพียงเท่านี้ใบหน้าคุณก็จะสดใสไร้รอยสิวแล้ว ง่ายและประหยัดใช่ไหมล่ะ




ที่มา
http://www.tttonline.net/beauties/viewDetails.php?type_id=354&hot_id=1
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง


ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที มีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก..


- นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี
- นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้
- นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้.


ที่มา
http://women.thaiza.com/รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง_1212_171662_1212_.html

รักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่ง

ใครที่มีอาการท้องเสียบ่อย ๆ กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที มีวิธีรักษาอาการท้องเสียด้วยฝรั่งมาบอก..


- นำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด ประมาณ 10-15 ใบ แล้วโขลกพอแหลก ใส่น้ำ 1 แก้วใหญ่ นำไปต้มใส่เกลือ พอเดือดยกลงนำมาดื่มแทนชา ได้ผลดี

- นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อ ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มดื่มเป็นน้ำฝรั่งก็ได้

- นำใบฝรั่งสดที่ไม่อ่อน และไม่แก่เกินไป มาตัดหัวตัดท้าย แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้สักครู่ ตักน้ำที่ได้จากการแช่ใบฝรั่ง มาจิบทีละนิด ก็ช่วยรักษาได้เช่นกัน แต่อย่าจิบมากจนเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้


ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้.
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดอกแคแก้หวัด



ลมหนาวมาแว้วว...ว..ววว. เรามาป้องกันให้ห่างไกลหวัด 2009 กันดีกว่า รวมถึงหวัดพื้นๆๆเรามาลองกันดูนะขอรับ การที่เราใช้พืชผักสมุนไพรมาช่วย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บก่อนที่จะมาถึง ต้องนับถือฅนโบราณท่าน สามารถที่จะทำอาหารและนำพืช ผักสมุนไพร มาประกอบอาหารเพื่อป้องกันโรคกันตามแต่ฤดูกาลได้ แจ๋วจริง
ดอกแค นำมาปรุงอาหารแก้ไข้หัวลมช่วงปลายฝนต้นหนาวที่อากาศเปลี่ยนแปลงเพราะมีเบต้าแคโรทีนสูงและยังมีวิตามินซีช่วยแก้อาการหวัดได้ดี
กินดอกแคแก้ไข้หัวลม
ยอดแค มีเบต้าแคโรทีนสูงมาก ส่วนตัว ดอกแค ก็มีวิตามินซี ซึ่งช่วย แก้อาการหวัด ได้ดี แถมยังทำให้ ผิวสวย อีกด้วย ดอกแคมีรสขมเฝื่อน จะกินสดๆไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องนำไปลวกโดยใช้เวลาสั้นที่สุด อย่าลืมดึงเกสรออกก่อนเพราะเป็นส่วนที่ขมที่สุด
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประโยชน์อีก อย่างของขึ้นฉ่าย


"ขึ้นฉ่าย" อาจจะเป็นผักกลิ่นฉุนที่ใครหลายคนไม่ค่อยโปรดปรานนัก แต่สำหรับใครที่ชอบกินขึ้นฉ่าย ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์จากขึ้นฉ่ายไปมากมายเลยทีเดียว

ขึ้นฉ่าย นั้นมีสรรพคุณตรงที่ช่วยลดความดันโลหิตสำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และช่วยให้ทำให้เจริญอาหาร แถมแม่บ้านยังใส่ลงในอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวจากปลาได้ด้วย และในขึ้นฉ่ายยังมีวิตามินเอ บี และซี มีสารเบต้าแคโรทีนบำรุงสายตาและผิวพรรณ โดยเฉพาะในใบจะมีน้ำหอมระเหยที่บ้างก็ว่าหอมบ้างก็ว่าเหม็นเขียวนี่แหละ

นอก จากนั้น ขึ้นฉ่ายยังช่วยขับปัสสาวะสำหรับคนที่เป็นนิ่วได้ด้วย โดยนอกจากการนำขึ้นฉ่ายมาเป็นส่วนประกอบในอาหารแล้ว ก็ยังสามารถนำมาคั้นเป็นน้ำดื่มสมุนไพรได้ด้วย แค่นำขึ้นฉ่ายมาปั่นแล้วกรองให้ได้น้ำใสๆ แล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อย ก็ดื่มบำรุงร่างกายได้ทันที

และสำหรับผู้ชาย อันนี้ "108 เคล็ดกิน" ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเปล่า แต่การกินขึ้นฉ่ายในปริมาณมากและกินติดๆ กันหลายวัน จะเป็นการลดจำนวนสเปิร์มในผู้ชายลงได้
ที่มา manager online

ขึ้นฉ่ายสยบเกาต์


ผักยอดนิยมหน้าตาคล้ายผักชีนี้ นอกจากจะมีกลิ่นที่สร้างเอกลักษณ์ให้อาหารบางเมนูแล้ว รู้ไหมคะว่าขึ้นฉ่ายยังเป็นยาดีสำหรับคนเป็นโรคเกาต์อีกด้วย

“ขึ้นฉ่าย” บรรเทาอาการปวดข้อและปวดตามปลายประสาทได้ดี เนื่องจากมีสารอาหารที่ช่วยทำลายกรดยูริกที่มีมากเกินไปในเลือด และช่วยไม่ให้ธาตุหินปูนไปสะสมตามข้อ

วิธีต่อไปนี้ คือ การนำขึ้นฉ่ายมาบริโภคเพื่อเยียวยาโรคเกาต์


ใช้ผักขึ้นฉ่าย 3-4 ต้น ต้มในน้ำ 1 ลิตร กินวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว
กินผักขึ้นฉ่ายสดหรือทำอาหารที่มีผักขึ้นฉ่ายเป็นส่วนผสมกินทุกมื้อ ติดต่อกัน 1 เดือน
(วิธี นี้เป็นวิธีที่หมอพื้นบ้านญี่ปุ่นแนะนำแก่คนที่มีอาการปวดข้อ ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามแล้ว พบว่ามีอาการดีขึ้น


เพื่อให้ผลดีในระยะยาว ควรหันมากินอาหารสุขภาพครบสูตร เพราะสาเหตุหนึ่งของเกาต์เกิดจากการกินผิดนี่เองค่ะ

ที่มา ชีวจิต
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วิธีแก้เมื่อลืมกินยาตามเวลา

ครเคยลืมกินยาตามเวลาบ้าง มีวิธีแก้มาบอกเพราะยาบางตัวอาจออกฤทธิ์ไม่เหมือนกัน....

ถ้าลืมกิน...ยาก่อนอาหาร

วิธีแก้ : ยาจำพวกนี้จะดูดซึมได้ดีขณะที่ห้องว่าง ดังนั้นหากลืมกินก่อนอาหารให้กินหลังอาหารอีกทีเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง กระเพาะจะใช้เวลาในการย่อยอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง



หลักการที่ถูก : ควรกินก่อนอาหาร ประมาณ 30-60 นาที


ถ้าลืมกิน...ยาหลังอาหาร

วิธีแก้ : รีบกินทันทีที่นึกได้ แต่หากเลยหลังอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ให้หาของว่างรองท้อง แล้วกินยามื้อที่ลืม แต่ถ้าใกล้เวลากินมื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลย ไม่ควรกินยาเป็น 2 เท่า เด็ดขาด!

หลักการที่ถูก : ควรรับประทานหลังอาหาร ประมาณ 15-20 นาที


ถ้าลืมกิน...ยาหลังอาหารทันที/ยากินพร้อมอาหาร

วิธีแก้ : ยาประเภทนี้มีฤทธิ์กัดกระเพาะ อาจทำให้ท้องอืดแน่นหรือคลื่นไส้อาเจียน ถ้ากินตอนท้องว่าง ดังนั้นควรทำเหมือนกรณีลืมกินยาหลังอาหารทุกประการ

หลักการที่ถูก : ควรกินทันทีหลังอาหารคำสุดท้าย

ถ้าลืมกิน...ยาก่อนนอน

วิธีแก้ : ลืมแล้วก็ปล่อยให้ลืมไป ไม่ต้องกินซ้ำอีกครั้งในตอนเช้า หรือตามไปกินซ้ำ 2 เท่า ในช่วงก่อนเข้านอนของอีกวัน

หลักการที่ถูก : กินแล้วควรเข้านอนทันที (ยาประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นยาคลายประสาท ทำให้ง่วงนอน จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ถ้าไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง)

ครั้งหน้าถ้าลืมกินยาเมื่อไหร่ อย่าลืมนำวิธีแก้ที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้
ที่มา
http://women.thaiza.com/วิธีแก้เมื่อลืมกินยาตามเวลา_1212_164455_1212_.html

ถนอม ‘มือ’ ด้วยสับปะรด

สับปะรด(1)ถนอมมือโดยหั่นสับปะรด5ชิ้นใส่เครื่องปั่นเติมน้ำผึ้ง2ช้อนโต๊ะ
สับปะรด(2)ปั่นจนได้ครีมเหลวนำมาลูบไล้มือทิ้งไว้10นาทีล้างออกด้วยน้ำอุ่น

ขอแนะเคล็ดลับวิธีดูแลรักษามือแบบง่ายๆ ด้วยสับปะรดมาฝาก...


เริ่มจาก นำสับปะรดมาหั่นประมาณ 4-5 ชิ้น ใส่ในเครื่องปั่น เติมน้ำผึ้งลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อครีมเหลว กรณีไม่มีเครื่องปั่น ให้ใช้ช้อนหรือส้อมยี ผสมน้ำผึ้งคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นล้างมือให้สะอาด นำครีมสับปะรดมาลูบไล้มือทั้งสองข้างทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้ง ตบท้ายด้วยโลชันที่คุณใช้เป็นประจำ

วิธีง่ายๆเพื่อมือที่เนียนนุ่ม.

ที่มา
http://women.thaiza.com/ถนอม%20‘มือ’%20ด้วยสับปะรด_1212_164058_1212_.html

ตาไม่เป็นต้อ...เพราะกินคะน้า

คะน้า(1)การที่เรากินคะน้าเป็นประจำช่วยลดการเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก20%
คะน้า(2)เพราะในคะน้ามีสารลูทีนสูงซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา

คะน้าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ใครจะทราบบ้างว่า คะน้าก็สามารถทำให้ตาไม่เป็นต้อได้


คะน้าเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และ โฟเลต นอกจากนี้ ยังมีสาร “ลูทีน” ซึ่ง เป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา ผลจากงานวิจัย พบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้ การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

ป้องกันโรคต้อกระจก หันมากินคะน้าแต่เนิ่น ๆ กันดีกว่า.

ที่มา
http://women.thaiza.com/ตาไม่เป็นต้อเพราะกินคะน้า_1212_118766_1212_.html

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สะระแหน่...คุณค่าที่คนมักมองข้าม

สะระแหน่(1)คั้นน้ำจากต้นและใบมาดื่มช่วยขับลมในกระเพาะอาหารหรือจะกินสดๆ
สะระแหน่(2)เพื่อดับกลิ่นปากก็ดี นอกนี้ยังช่วยป้องกันไข้หวัดได้อีกด้วย


หอมด่วน หอมเตือน มักเงาะ สะแน่...
พูดชื่อเหล่านี้ขึ้นมา หลายคนอาจจะถาม ?108 เคล็ดกิน? ว่ากำลังพูดภาษาอะไร อยู่กันแน่ ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะนี่เป็นชื่อเรียก ผักสวน ครัว อย่าง ?สะระแหน่? โดยหอมด่วน และหอมเตือน เป็นภาษาของภาคเหนือ ทางภาค ใต้เรียกว่ามักเงาะ สะแน่ ส่วนฝรั่งก็เรียกสะระแหน่ว่ามินท์





คราวนี้ ?108 เคล็ดกิน? เอาเรื่องสะระแหน่มานำเสนอ เพราะเห็นว่า ผักชนิดนี้มักจะถูกนำมา ประดับในอาหาร ประเภทลาบ ยำ อยู่บ่อยๆ แต่หลายคน ก็เห็นสะระแหน่ เป็นแค่ไม้ประดับจริงๆ เพราะมันมักจะถูกวางทิ้งขว้างไว้ข้างจาน อย่างน่าเสียดาย คุณประโยชน์ของมัน

ประโยชน์ที่ว่าก็คือ สะระแหน่ใช้เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสดๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้ นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง

หากใครมีอาการปวดศีรษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น ก็ให้ดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง น้ำต้มใบสะระแหน่ ยังสามารถรักษา อาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด ส่วนการแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ทำได้โดยตำใบ สะระแหน่ให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณ ที่โดนกัด อย่าลืมว่า ใบสะระแหน่ ที่สดและอ่อน จะมีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง
คราวนี้ก็อย่าปล่อยให้สะระแหน่เป็นเพียงไม้ประดับจานหรือเครื่องแต่งกลิ่น เท่านั้น แต่จงจัดการให้เรียบ อย่าให้เหลือ ไม่อย่างนั้น น่าเสียดายแย่เลย

ที่มา :: ผู้จัดการ
http://www.halalthailand.com/healthy/subindex.php?page=content&category=&subcatname=&subcat=&id=121

พลู : สมุนไพรแก้ลมพิษ

ใบพลู(1)มีสารยูจินอล/ชาวิคอลมีฤทธิ์เป็นยาชาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
ใบพลู(2)ใช้ระงับอาการคันเนื่องจากลมพิษและความเจ็บปวดจากแมลงกัดต่อยได้



ฝ่ายวิชาการ สถาบันการแพทย์แผนไทย



ชื่อพื้นเมือง : พลูจีน(กลาง), บู (เหนือ), เปล้ายวน ซีเก๊ะ (มาเลย์-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper betel Linn.
ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE

ลักษณะทั่วไปของพลู : พลูเป็นไม้เถา เนื้อแข็ง เลื้อยพันต้นไม้อื่น โดยอาศัยรากฝอยที่แตกตามข้อเป็นเครื่องยึดเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ เนื้อใบหนาเป็นมัน มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแน่นบนแกนยาวคล้ายพริกไทย ผลอัดแน่นเป็นช่อ มีเนื้อนุ่ม ใน 1 ผล มีเมล็ดเดียวค่อนข้างกลม

พลู เป็นสมุนไพรส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่ง ประเทศที่นำเข้าใบพลูจากประเทศไทยคือประเทศตะวันออกกลาง ปากีสถาน และแอฟริกานิสถาน พลูมีหลายชนิด เช่น พลูจีน พลูเหลือง พลูเขียว พลูทองหลาง เป็นต้น เนื่องจากพลูเป็นไม้เลื้อย เวลาปลุกพลูต้องหาไม้ค้างหรือต้นไม้ให้พืชชนิดนี้เกาะ ส่วนมากมักปลูกให้ขึ้นไปกับต้นทองหลาง ใบพลูเมื่อผสมกับปูนแดงและหมากใช้เป็นของเคี้ยวสำหรับผู้ที่กินหมาก พลูมีปลูกมากในภาคกลางและภาคอีสาน



ในใบพลูจะมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งเรียกว่า น้ำมันพลู (Betel oil) ในน้ำมันประกอบด้วยยูจินอล (eugenol) และชาวิคอล (chavicol) นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญคือธาตุฟลูโอไรด์ ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เคี้ยวใบพลูมีสภาพฟันที่แข็งแรง

ฤทธิ์และประโยชน์
สารยูจินอลและชาวิคอล มีฤทธิ์เป็นยาชา และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใบพลูจึงใช้ประโยชน์ในการระงับอาการคัน เนื่องจากลมพิษ และยังช่วยระงับอาการคันและเจ็บปวดเนื่องจากแมลงกัดต่อยได้

วิธีใช้
ใช้ใบสด 3-4 ใบ ตำผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย คั้นเอาน้ำทา หรือใช้ทั้งน้ำและกากใบพลูทาบริเวณที่เป็นลมพิษหรือบริเวณที่แมลงกัดต่อย บ่อยๆ ไม่ควรให้โดนลมโดยต้องใส่เสื้อผ้าปิดไว้ เมื่อทาผิวหนังจะชา ทำให้หายคัน

ที่มา : วันดี กฤษณพันธ์ "สมุนไพรน่ารู้" สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2539 123-124
http://www.halalthailand.com/healthy/subindex.php?page=content&category=&subcatname=&subcat=&id=41
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

ร่างกายอ่อนแอระวัง "หัวฝักบัว" แหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปอด


ภาพตัวอย่างหัวฟักบัวจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ซึ่งมีแบคทีเรียสะสมมากกมาย

ระวังกันหน่อยนะ ขอรับ โรคประหลาดมันมาฝังตัวในที่เราต้องใช้ทุกวัน โฮ......เวรกรรม
นักวิจัยสหรัฐฯ สำรวจตัวอย่างหัวฝักบัว พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในปอด อันตรายต่อผู้มีพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนผู้มีร่างกายแข็งแรงไม่ต้องกังวล

นักวิจัยมหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado) สหรัฐฯ ซึ่งนำโดย นอร์แมน อาร์ เพซ (Norman R. Pace) ได้ทดสอบ ฝักบัว 45 ตัวอย่าง จาก 5 มลรัฐในสหรัฐฯ แล้วพบว่าฟักบัวเหล่านั้นอาจเป็นแหล่งซุกซ่อนแบคทีเรีย ที่จะไหลตามสายน้ำลงมาสู่ใบหน้าและร่างกายเราได้

สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลมากนัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ เอดส์ และผู้บำบัดมะเร็ง หรือผู้ที่เพิ่งปลูกถ่ายอวัยวะ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสารโพรซีดิงส์ออฟเดอะเนชันนัลอคาเดมีออฟไซน์ (Proceedings of the National Academy of Sciences)

ทั้งนี้ แบคทีเรียเจ้าปัญหาดังกล่าวคือ มายโคแบคเทอเรียมเอเวียม (Mycobacterium avium) หรือเอ็มเอวียม (M. avium) ซึ่งนำไปสู่โรคปอดในบางคน โดยเอพีระบุข้อมูลจากเพซว่า จากการศึกษาของเนชันนัลยิวอิชฮอสพิทัล (National Jewish Hospital) ในเดนเวอร์ ชี้ว่าจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ ซึ่งติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ที่ปอดช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมานั้น สัมพันธ์กับผู้คนที่ชอบอาบน้ำฝักบัวมากกว่าอาบน้ำในอ่าง โดยอาการติดเชื้อมีทั้งอาการเหนื่อย ไอแห้ง หายใจลำบากเรื้อรัง

ทีม วิจัยแนะนำวิธีหลีกเลี่ยงจากแบคทีเรียเหล่านี้ ด้วยการใช้ฝักบัวโลหะ เนื่องจากจุลินทรีย์เติบโตในวัสดุประเภทนี้ได้ยาก อีกทั้งฝักบัวเอง ยังเต็มไปซอกหลืบที่ยากต่อการทำความสะอาด และแบคทีเรียจะกลับมาใหม่ แม้จะใช้น้ำยาขัดล้างแล้วก็ตาม

ด้าน ลอรา เค บวมการ์ทเนอร์ (Laura K. Baumgartner) ผู้ร่วมมิจัยกล่าวเสริมว่า การอาบน้ำในอ่างนั้น จะกระจายเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว สู่อากาศได้มากเท่ากับการอาบน้ำด้วยฝักบัว ซึ่งกระจายเชื้อจุลินทรีย์ให้อยู่ในรูปละอองฝอยที่ง่ายต่อการสูดหายใจเข้า ปอด ร่างกายไม่แข็งแรงและรู้สึกแย่

ตัวอย่างฝักบัวที่ทีมวิจัยสุ่มสำรวจนั้นมาจากอาคารบ้านพัก อพาร์ทเม็นท์ และสถานที่สาธารณะในนิวยอร์ก อิลลินอยส์ โคโลราโด เทนเนสซี และนอร์ธดาโกตา โดยพวกเขาได้เก็บตัวอย่างน้ำที่ไหลออกจากฝักบัว จากนั้นแยกหัวฝักบัวออก แล้วทำความสะอาดอุปกรณ์ภายใน

จากนั้นเก็บตัวอย่างน้ำที่ไหลผ่านท่อโดยไม่มีฝักบัว และจากการศึกษาดีเอ็นเอของตัวอย่าง ทีมวิจัยสามารถจำแนกได้ว่ามีแบคทีเรียชนิดใดอยู่ และยังพบว่าแบคทีเรียมีแนวโน้มที่จะสะสมอยู่ในหัวฝักบัวมากกว่าบริเวณอื่น

อย่างไรก็ดีตัวอย่างน้ำส่วนใหญ่ที่สำรวจนั้น มาจากระบบน้ำในเขตปกครองของเมืองใหญ่ๆ อย่างนครนิวยอร์กและเดนเวอร์ แต่ทีมวิจัยก็ยังศึกษาตัวอย่างจากบ้านในชนบท ซึ่งได้รับจ่ายน้ำจากแหล่งน้ำส่วนตัว พบว่าไม่มีแบคทีเรียเอ็มเอเวียมอยู่ในหัวฝักบัว แต่พบแบคทีเรียชนิดอื่นอยู่แทน

ในการศึกษาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ทีมวิจัยของเพซยังพบแบคทีเรียเอ็มเอเวียมในผ้าม่านพลาสติกไวนีล ในห้องน้ำ และบนผิวน้ำของสระบำบัดร้อน และยังมีการศึกษาอื่นๆ อาทิ การวิเคราะห์อากาศในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของนิวยอร์ก ห้องโถงในโรงพยาบาล อาคารสำนักงานและสถานสงเคราะห์คนไร้บ้าน โดยรับทุนวิจัยจากมูลนิธิอัลเฟรด พี สโลน (Alfred P. Sloan Foundation) และสถาบันเพื่อความปลอดภัยในการทำงานและสุขภาพของสหรัฐฯ (National Institute of Occupational Safety and Health)

ด้าน โจเซฟ โอ ฟอลคินแฮม (Joseph O. Falkinham) นักจุลชีววิทยาจากเวอร์จิเนียเทค (Virginia Tech) ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ ยินดีกับการค้นพบนี้ และกล่าวว่าแบคทีเรียเอ็มเอเวียมก่อให้เกิดอันตรายได้เพราะการอาบน้ำฟักบัว นั้นแบคทีเรียจะถุกทำให้ฟุ้งกระจายในอากาศซึ่งเราสามารถสูดเข้าปอดได้

ฟอลคินแฮมยังเพิ่มเติมว่า โดยตัวแบคทีเรียเอ็มเอเวียมนั้นไม่ก่อให้เกิดโรค แต่สำหรับผู้ที่มียีนก่อโรค "ซิสติกไฟโบรซิส" (cystic fibrosis) หรือ "ซีเอฟ" ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคที่ปอดและทางเดินอาหารนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ไปตามอายุที่มาก ขึ้น.
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

น้ำสมุนไพร ต้านไขหวัดสูตรหวงพ่อทวด



ชวนชิมสูตร "ค็อกเทล สมุนไพร ต้านไข้หวัด 2009" (สูตรหลวงพ่อทวด) รสชาติ ดี หวานหอมกินง่าย ทั้งแก้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล เพราะทำมาจากตะไคร้...

ใน ระหว่างที่การผลิตวัคซีนไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังต้องรอผลศึกษาอีกหลายเดือน แต่การระบาดของไวรัสเอช 1 เอ็น 1 ไม่รอท่า จึงเป็นเวลาที่เราต้อง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองแข็งแรงกันเอาไว้ก่อนและบ่อยครั้งที่เมื่อคิดถึง การสร้างภูมิคุ้มกันก็มักจะคิดถึงการซื้อหาอะไรสักอย่างมากินให้ร่างกายแข็ง แรง แต่ความจริงของใกล้ตัวเราก็ให้ประโยชน์ได้ ไม่น้อย และไม่เสียเงินมากด้วยซ้ำ

ดูอย่างการแถลงข่าวจัดงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 6 ซึ่งปีนี้จะจัดใน วันที่ 2-6 กันยายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี คณะผู้จัดงานก็ได้นำพืชผักสมุนไพรมากมายมาจัดแสดงและนำตัวอย่างสมุนไพรที่นำ มาทำอาหารเป็นยาได้หลายเมนูมาเรียกน้ำย่อยเร่งให้อยากไปถึง วันงานเร็วๆ ประเด็นหลักของงานปีนี้มีว่า "พืชผักสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจไทย ต้านภัยไข้หวัด"

และจากงานนั้นเช่นกันที่ได้ชิมสูตร "ค็อกเทล สมุนไพร ต้านไข้หวัด 2009" (สูตรหลวงพ่อทวด) ที่เป็นข่าวกันไปแล้วนั้น ยังมีสูตรน้ำสมุนไพรรสชาติ ดี หวานหอมกินง่าย ทั้งแก้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล มาฝากกันอีกด้วย นั่นก็คือ น้ำตะไคร้ใบเตย

ส่วนผสม ตะไคร้ทั้งตั้นใช้ทั้งใบและราก 5 ต้น เกลือ 1/4 ช้อนชา เตยหอม หั่นเป็นท่อน 1 ใบวิธีทำ ล้างตะไคร้ให้สะอาด นำมาทุบให้บุบ แล้วตัดเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มตะไคร้และเตยหอมกับน้ำให้เดือด แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนน้ำเริ่มเป็นสีเขียว เติมเกลือลงไป ต้มต่ออีกสักครู่แล้วเทน้ำตะไคร้ใส่หม้อชาหรือกาแฟ รินดื่มได้ตลอดวัน โดยเติมน้ำผึ้งลงไปเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น

จัดว่าเป็นอีกหนึ่งหน ทางสร้างภูมิคุ้มกันทำตัวเองให้แข็งแรงเพื่อสู้กับไวรัสหวัดสายพันธุ์ใหม่ในช่วงนี้.


ขอบคุณไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ล้างสารพิษในร่างกายด้วยชารางจืด

รางจืด เป็น สมุนไพรโบราณของไทยที่เคยถูกคนไทยด้วยกันเองละเลยและมองข้าม ในขณะที่การ แพทย์ของตะวันตกเองกลับหันมาให้ความสนใจและค้นคว้าวิจัยพืชสมุนไพรโบราณที่ มีอยู่ในหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เพื่อนำสมุนไพรเหล่านี้มาผลิต โดย ได้รับการปรุงแต่งให้มีสีสันต์รูปทรงที่ทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือยิ่ง ขึ้น ซึ่งคุณนิพนธ์ บุตรไฉยา เกษตรกรหมู่บ้านห้วยสะท้อน ต.ทุ่ง เบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ก็เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่สนใจสมุนไพร รางจืด เพราะเคยได้ยินคนแก่ๆเล่าว่า รางจืดสามารถล้างพิษแอลกอฮอร์จากการ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ได้ จึงทดลองนำรางจืดในจังหวัดจันทบุรีมาลอง ดื่ม ปรากฏว่าได้ผลดี จึงหันมาทำเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างจริงจัง จนได้ไป ต่างจังหวัดไปพบกับรางจืดสายพันธุ์พม่า จึงลองนำมาทดลองทำดู จึงได้พบกับ รางจืดที่มีกลิ่นหอมและมีสีเข้มกว่ารางจืดที่จันทบุรี จึงได้นำกับมาทำชา รางจืดจนถึงปัจจุบัน


วัสดุอุปกรณ์
- รางจืดสด
- ซองบรรจุ
ขั้นตอนการทำ
- เริ่มจากการเก็บรางจืดมาล้างทำความสะอาด
- หลังจากนั้นให้นำไปหั่นให้มีขนาดชิ้นเล็กๆ
- แล้วจึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ประมาณ 1-2 แดด
- พอแห้งแล้วให้นำมาอบด้วยเครื่องอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ โดยอุณหภูมิที่ใช้ในการอบคือ 60 องศาเซลเซียส อบไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
- หลังจากอบแห้งแล้ว จึงนำไปบดให้ละเอียด แล้วจึงนำไปบรรจุซอง
- เมื่อบรรจุซองแล้วให้นำไปอบอีกครั้ง เพื่อกำจัดความชื้นและฆ่าเชื้อโรค โดยใช้อุณหภูมิเท่าเดิมคือ 60 องศาเซลเซียส อบไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง
- เมื่ออบเสร็จก็สามารถนำมาชงดื่มได้เหมือนชาปกติ


ขั้นตอนการชง
- ให้นำรางจืด 1 ซอง มาแช่ในน้ำร้อนเดือด 1 ถ้วยแก้ว
- รอไว้ 2-3 นาที แล้วจึงนำมาดื่มได้
- โดย 1 ซอง สามารถชงได้ 2-3 ครั้ง เพื่อคงความเข้มข้นขอสมุนไพร
หมายเหตุ
- ชารางจืดสามารถแต่งเติมกลิ่นและรสชาติได้ โดยไม่เสียสรรพคุณทางยา

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณนิพนธ์ บุตรไฉยา เกษตรกรผู้ชำนาญการทำชารางจืด
หมู่บ้านห้วยสะท้อน ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 039-437648 , 039395161
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟ้าทะลายโจรป้องกันหวัด 2009




ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงระบาดไม่หยุดยั้ง ทำให้หลายคนระมัดระวังสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยการใส่หน้ากากป้องกันเชื้อ ล้างมือบ่อยๆ ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เป็นไข้ ทางด้านหน่วยงานต่างๆก็ออกมาให้คำแนะนำประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง เมื่อเร็วๆนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรออกมาแนะนำสมุนไพรแก้หวัดได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขิง กระเทียม ซึ่งเป็นสมุนไพรที่คนไทยเรารู้จักดี

สำหรับ "ฟ้าทะลายโจร" นั้น เราเคยได้ยินสรรพคุณกันมานานแล้ว โดยสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหวัดได้ โดยจะแก้ไข้ ระงับอาการอักเสบ การไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ และช่วยขับเสมหะ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการทำให้เชื้อไวรัสมีความสามารถเกาะผนังเซลล์ของมนุษย์ ได้ลดลงด้วย และจากการศึกษาของประเทศไต้หวันพบว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของ เซลล์หลอดลมจากการจับตัวของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 สายพันธุ์ที่พบก่อนหน้านี้ซึ่งใกล้เคียงกับสายพันธุ์ 2009 ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าสมุนไพรอื่นๆ

แม้จะมีรสชาติที่ขมมาก แต่ทุกวันนี้ฟ้าทะลายโจรได้ถูกนำมาผลิตในรูปแบบของแคปซูลเพื่อให้กินได้ง่าย ขึ้น แต่มีข้อแนะนำบางประการคือ การกินฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโรคหวัดควรกินติดต่อกันไม่เกิน 7 วัน ครั้งละไม่เกิน 1.5 กรัมต่อครั้ง วันละไม่เกิน 6 กรัม หรือถ้าเป็นแคปซูลที่มีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ก็กินครั้งละไม่เกิน 3 แคปซูล หรือหากอยากกินทุกวันเพื่อเป็นการป้องกันหวัด ก็สามารถหาชาฟ้าทะลายโจรมาชงดื่มได้เช่นกัน